บทที่ 4 ยิ้มแย้ม
ตอน ยิ้มแย้ม
เช้าวันต่อมา ศรันย์เริ่มรู้สึกตัวตื่น แต่พอตื่นขึ้นมาสิ่งแรกที่เขาทำก็คือมองหาคนที่นอนกุมมือกันมาทั้งคืน
“ตื่นแล้วเหรอคะ” รสรินถามขึ้นเมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำ
“ครับ” ศรันย์ขานรับ จากนั้นรสรินก็เดินไปเตรียมกะละมังใส่น้ำกับแปรงสีฟันมาให้เขา
“ล้างหน้าก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพยาบาลคงจะมาล้างแผลให้” พูดจบเธอก็เตรียมจัดแจงที่ล้างหน้าล้างตาให้เขา
ไม่กี่นาทีต่อมา
“โอ๊ย...เบาๆ สิครับมันเจ็บ” ศรันกำลังร้องโอดโอยเพราะเจ็บแผลที่ถูกราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื่อ
“ฮ่าๆ อะไรกันคะ เด็กตัวเล็กๆ ยังไม่ร้องเสียงดังแบบคุณเลยนะ” คุณพยาบาลว่าพลางขำเบาๆ รสรินเองก็กำลังนั่งยิ้มอยู่เพราะรู้สึกตลกที่ผู้ชายตัวใหญ่ๆ อย่างเขาร้องเสียงดังยิ่งกว่าเด็กเสียอีก
“จริงมั้ยคะคุณหมอ เด็กๆ ที่แผนกยังไม่ร้องเสียงดังเท่านี้เลยใช้มั้ย” เพราะรสรินก็ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ถึงแม้จะอยู่คนละแผนกกัน แต่หญิงสาวกับพยาบาลท่านนี้ก็เห็นหน้าค่าตากันอยู่บ่อยๆ ดังนั้นจึงเคยทักทายกันและก็ได้รู้ว่ารสรินเป็นหมอรักษาเด็ก
“ฮ่าๆ ค่ะ” เธอหัวเราะเบาๆ เพราะตอนนี้ศรันย์ไม่เหลือคราบหนุ่มแบดบอยเลยสักนิด
“นี่คุณหัวเราะเยาะผมอยู่เหรอ” ศรันย์หันไปดุภรรยาของเขา ปกติเธอไม่เคยยิ้มให้เขาเลยสักครั้ง แต่กลับมาหัวเราะตอนที่เห็นเขาเจ็บปวด รสรินไม่ได้ตอบโต้อะไรนอกจากนั่งขำอยู่อย่างนั้น ยิ่งเห็นศรันย์มองค้อนเธอไปพลางร้องโหยหวนเธอยิ่งกลั้นขำไม่ไหวจริงๆ
วันนี้ทั้งวันมีคนรู้จักเดินทางมาเยี่ยมศรันย์เยอะมากจนเขาแทบไม่ได้พักผ่อนเลย รวมถึงครอบครัวของคู่กรณีที่เดินทางมาขอโทษด้วย แต่ก็ดูเหมือนกับว่าการที่มีคนมาเยี่ยมเยอะจะทำให้ศรันย์รู้สึกดีขึ้น โดยเฉพาะตอนนี้เพราะศิโรตม์ได้เดินทางมาเยี่ยมเพื่อนรักของเขาเป็นวันที่สองแล้ว
“เป็นไงล่ะมึง จากเสือแปลงร่างเป็นหมาขาด้วนแล้ว” รสรินเชื่อแล้วว่าสองคนนี้สนิทกันมานานมากจริงๆ เพราะแต่ละคำพูดที่ใช้ทักทายกันต้องสนิทกันมากๆ ถึงพูดแบบนี้กันได้
“สวัสดีครับคุณโรส” เขาหันไปทักทายรสรินซึ่งเธอก็ยิ้มและพยักหน้ารับ
“ขาด้วนก็ดีกว่าคนไม่มีเมีย” หาเรื่องแซะเพื่อนกลับ
“แหมๆ พ่อคนมีเมียพ่อคนเก่ง” เขาว่าก่อนจะแกล้งจิ้มไปที่เฝือกขาของเพื่อนรักเบาๆ
“จิ้มหาพ่อง! กูยิ่งเจ็บๆ อยู่” เขาตวาดด่าเพื่อน
“ยังเลี้ยงหมาไว้ในปากเหมือนเดิม ปากมึงน่าจะแตกเนอะขาไม่น่าหักหรอก หมาในปากจะได้ตายๆ ไปบ้าง” และสองเพื่อนรักก็นั่งเม้าท์มอยกันไปเรื่อยเปื่อย
“อ่ะนี่ กูเห็นเขากำลังทอดร้อนๆ ที่หน้าโรงพยาบาลเลยซื้อมาฝาก” ว่าแล้วก็เปิดถุงขนมที่ซื้อมาให้ศรันย์ดู
“วันนี้แดกอะไรผิดสำแดงเข้าไปเหรอถึงได้ใจดีกับกู” เขาว่าก่อนจะมองไปที่ขนมไข่หงส์ร้อนๆ ที่ศิโรตม์ซื้อมาฝาก
“เปล่า ไม่ได้ใจดีแค่เห็นขนมนี่แล้วคิดถึงหน้ามึงทันที”
“อะไรของมึงวะ กูกับขนมนี่มันเหมือนกันตรงไหน” ศรันย์ยังไม่เข้าใจมุขของเพื่อนแต่รสรินนั้นหัวเราะออกมาจนเจ็บท้องไปหมดแล้ว
“ฮ่าๆ” คนที่ถูกสามีนินทาลับหลังว่าเป็นคนเย็นชาหัวเราะจนน้ำตาซึม
“อะไร คุณหัวเราะทำไม ขนมไข่หงส์นี่มันเกี่ยวอะไรกับผม” เขาหันไปถามภรรยาที่นั่งขำอยู่บนโซฟา
“เอ่อ...ก็คุณไม่รู้เหรอว่าก่อนที่จะชื่อไข่หงส์ มันชื่ออะไรมาก่อน”
“ไข่หงส์...ไข่...ไอ้เหี้ยซี!” อุตส่าห์ดีใจที่เพื่อนมีน้ำใจด้วยแต่ศิโรตม์กลับกวนประสาทซื้อขนมมาแกล้งเขาซะงั้น ขนมไข่หงส์มีชื่อเก่าว่า ขนมไข่เหี้ย แต่เพราะชื่อนี้ฟังดูไม่ไพเราะคนยุคใหม่จึงมักจะเรียกว่าขนมไข่หงส์กันเสียมากกว่า
“ฮ่าๆ กว่าจะคิดได้นะมึง มึงไม่เห็นเหรอป้าเจ้าของร้านเขาเอาหน้ามึงมาทำเป็นโลโก้ด้วย” ว่าแล้วก็ชี้ไปยังโลโก้ที่ติดกล่องไว้ ซึ่งมันก็เป็นรูปสัตว์เลื้อยคลานที่มีชื่อว่า ตัวเหี้ย
“ไอ้สัส! กลับบ้านไปเลยไป” ศรันย์หัวเสียหงุดหงิดที่โดนเพื่อนแกล้งต่อหน้าเมีย
“อ้าว...นี่กูอุตส่าห์ใจดีนะ เอ้อ...ลืมไปเลยว่าเหี้ยมันไม่แดกไข่ตัวเอง”
รสรินยังหัวเราะกับบทสนทนาของสองเพื่อนรักไม่หยุด เรียกได้ว่าหัวเราะจนเหนื่อยเลยทีเดียว
“แหม ไอ้ฟาย มึงคิดว่าตัวเองเป็นปลาคราฟหรือไง ถ้ามึงเป็นปลาคราฟมึงก็อยู่ในฝูงเหี้ยของกูไม่ได้หรอก” พูดจบก็ล้วงขนมไข่หงส์มากิน ในขณะที่รสรินกำลังนั่งขำอยู่ มารดาของเธอก็โทรมาหาหญิงสาวจึงต้องขอตัวออกไปคุยโทรศัพท์กับแม่ที่ด้านนอก
“เขาก็ยิ้มก็หัวเราะได้นี่หว่า ไม่เห็นจะเหมือนรูปปั้นตรงไหน” ศิโรตม์กำลังพูดถึงรสรินหลังจากที่เธอเดินออกไปข้างนอกแล้ว
“ก็หัวเราะเพราะมุกไข่เหี้ยของมึงนี่แหละ ปกติถ้าไม่เห็นกูปรี๊ดแตกหรือเจ็บปวดก็ไม่หัวเราะหรอก” ศรันย์ว่า
“ฮ่าๆ แบบนี้ก็แปลว่ามุกไข่เหี้ยของกูใช้ได้นี่หว่า เป็นไงล่ะอร่อยมั้ยไข่ของมึง” ถามพลางมองศรันย์ที่กำลังกินขนม
“เออ...อร่อยดี กวนตีนดีเนอะ เอาของกินมาด่ากูเนี่ย”
“ฮ่าๆ” ศิโรตม์หัวเราะก่อนจะหยิบขนมมาทานบ้าง และหลังจากคุยกับคุณแม่เสร็จเรียบร้อย รสรินก็เดินเข้ามาในห้อง
“เดี๋ยวตอนเย็นคุณพ่อกับคุณแม่จะมาเยี่ยมนะคะ” นับว่าเป็นวันที่สองแล้วที่ท่านทั้งสองจะมาเยี่ยมศรันย์ คุณพ่อของเธอยังไม่หายจากโรคร้ายแต่อาการก็ดีขึ้นมากจนคุณหมออนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลตั้งแต่เดือนที่แล้ว
“ดีใจด้วยนะครับที่คุณพ่ออาการดีขึ้นแล้ว” ศิโรตม์หันไปคุยกับภรรยาของเพื่อนด้วยท่าทีสุภาพ
“ขอบคุณค่ะ” ซึ่งเธอก็ตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“อ้าว...แล้วทำไมมึงใส่สร้อยพระอ่ะ ปกติมึงไม่ใส่หนิ” ศิโรตม์เอ่ยถามหลังจากที่สังเกตเห็นว่าศรันย์ห้อยสร้อยพระด้วยแถมยังห้อยซะองค์ใหญ่
“แม่กูเอามาให้เมื่อเช้า”
“นี่อย่าบอกนะว่ามึงกลัวผีอ่ะ ฮ่าๆ นี่มึงยังไม่เลิกกลัวอีกเหรอวะ” ศิโรตม์หัวเราะดังลั่นอีกครั้ง เมื่อรู้ว่าศรันย์ยังไม่เลิกกลัวผี ถึงแม้ปีนี้จะอายุ 32 แล้วก็ตาม
“หุบปากเลยนะมึงไอ้ซี!” เพราะกลัวว่าเพื่อนรักจะเล่าวีรกรรมความกลัวผีของเขาให้รสรินฟัง ศรันย์จึงต้องรีบดุเพื่อน
“ตอนนี้มึงไปขี้คนเดียวได้ยังวะ เมื่อก่อนเวลาจะเข้าห้องน้ำกูต้องนั่งเฝ้าหน้าห้องน้ำประจำ” เพื่อนรักตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมของเขาเริ่มแผลงฤทธิ์อีกแล้ว
“ไอ้ซีหุบปากเลยนะ ถ้ามึงไม่หยุดกูจะเอาไอ้ไข่เหี้ยนี่ยัดปากมึง” ว่าแล้วก็หยิบกล่องขนมไข่หงส์ขึ้นมา
“ฮ่าๆ” รสรินหัวเราะชอบใจและศิโรตม์ก็ยังไม่หยุดเล่าวีรกรรมความกลัวผีสุดน่าอายของเพื่อน เขาทำเอาศรันย์โกรธมากจนเล่นปาขนมใส่เพื่อนจนหมดกล่อง
“อย่าทำกับของกินแบบนี้สิคะ” รสรินว่าก่อนจะเก็บขนมไปทิ้งถังขยะและในระหว่างนั้นเธอก็ยังไม่หุบยิ้ม
‘เมื่อก่อนทำตัวยังกับคนที่ไม่เคยยิ้มตั้งแต่เกิด พอวันนี้เห็นผัวตัวเองถูกแกล้ง กลัวผี เจ็บจากการโดนล้างแผล ดันมานั่งหัวเราะจนน้ำตาเล็ด’
เขาคิดพลางจดจ้องไปที่หน้าตายิ้มแย้มของเธอเสียนาน นานจนถ้าศิโรตม์ไม่ชวนคุย เขาก็คงไม่รู้ตัวว่าเผลอมองหน้าสวยๆ ของใครคนหนึ่งนานเกินไป
